trendyday

วันเสาร์, กุมภาพันธ์ ๒๑, ๒๕๕๒

Analytics with AdSense

สวัสดีค่ะ

ตอนนี้ เพื่อนๆ ที่ทำ AdSense อยู่คงเห็นความเปลี่ยนแปลงใน Account AdSense ของเราค่อนข้างเยอะกันแล้วนะคะ.. ซึ่งหากใครจะไม่ได้เข้าไปใน Account ของตัวเอง ก็ลองเข้าไปเล่นกันดูนะคะว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง
โดยเมื่อหลายเดือนก่อน เปิ้ลได้มีพูดถึงเรื่องที่ทาง Google จะนำ Analytics มาไว้ใช้ดูสถิติของ AdSense ซึ่งในที่สุดตอนนี้ ทาง Google ก็นำมาเปิดใช้เราๆ ท่านๆ ใช้งานกันได้แล้วค่ะ

การที่ Analytics ใน AdSense ที่ไว้สำหรับติดตามประวัติการเข้าเว็บและการคลิกภายในเว็บไซต์ของเราผ่าน analytics อันนี้ค่ะ
สำหรับคนที่ยังไม่เห็นเครื่องมือนี้ ก็ไม่ต้องแปลกใจไปนะคะ.. เพราะเครื่องมือนี้ เพราะทาง google แจ้งมาว่า ไม่ได้เปิดให้กับสมาชิกทุกคนค่ะ


โดยเปิ้ลขออธิบายเบื้องต้นหน่อยล่ะกันนะคะ การที่ adsense มี analytics นั้น จะมีประโยชน์คือ เราจะสามารถใช้รายละเอียดการวิเคราะห์อัตราการเข้าชมของ Analytics เพื่อทำความเข้าใจและปรับปรุงประสิทธิภาพ AdSense ของเราให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น โดย analytics ตัวนี้ จะแสดงรายได้และการแสดงโฆษณาตามการเข้าชมของผู้ใช้, ไซต์ที่เชื่อมโยงผู้ใช้มายัง AdSense มากที่สุด และพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่ผู้เยี่ยมชมอาศัยอยู่ เพื่อให้เราสามารถปรับปรุง ปรับแต่ง เว็บไซต์ที่ติด AdSense ของเราให้เข้ากับกลุ่มผู้ชมที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บเราได้ เพื่อให้เกิดการคลิกมากขึ้น ซึ่งนั่นก็หมายถึง ยอดรายได้ที่มากขึ้นด้วยเช่นกันค่ะ....

ส่วนใครที่ไม่ทราบว่า Google Analytics คืออะไร เปิ้ลได้อธิบายไว้ด้านล่างนี้เลยนะคะ
=================================================

Google Analytics

Google Analytics คือ เครื่องมือทางสถิติที่ใช้ในการดูข้อมูลเกี่ยวกับการเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเรา ไม่ว่าจะเป็น ผู้เข้าเยี่ยมชมมาจากประเทศอะไรบ้าง, จำนวนคนที่เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์, การเข้าถึงมาจากเว็บไซต์อะไร เป็นต้น แต่ที่สำคัญที่สุดในการนำมาใช้งานในธุรกิจ AdSense ของเราก็คือ การที่เราได้ทราบว่า คำค้นหา (Keywords) อะไรบ้างที่นำคนเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเรา เพราะนั่นหมายถึงเราจะสามารถปรับปรุงเว็บไซต์และสร้างเนื้อหาที่ตรงกับกลุ่มผู้เข้าเยี่ยมชมของเราให้มากที่สุด เพื่อรักษาลูกค้าของเราให้เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์เราได้บ่อยๆ หรือสามารถสร้างการตลาดแบบอื่นๆ ได้ต่อไปค่ะ

ส่วนรายละเอียดอื่นๆ นั้น เพื่อนๆ สามารถไปอ่านและทำความเข้าใจเพิ่มเติมได้ที่ http://www.google.com/analytics/th-TH/features.html

อย่าลืมลองนำไปใช้กันดูนะคะ

Apple_lin

วันศุกร์, กุมภาพันธ์ ๒๐, ๒๕๕๒

พยากรณ์ไอที

สำนักวิจัยไอดีซี (IDC) ได้พยากรณ์แนวโน้มของธุรกิจไอซีทีในภาพรวมประเทศแถบเอเซีย-แปซิฟิกโดยไม่รวมประเทศญี่ปุ่น แต่รวมถึงประเทศไทยด้วย

ไอดีซี ได้พยากรณ์ว่า แม้ว่าภาพรวมทั้งหมดของการใช้จ่ายด้านไอซีทีจะถูกชะลอลงบ้าง เพราะผลกระทบจากสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งจะทำให้มีการมุ่งเน้นไปสู่การตลาดและเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใหม่ เพราะภาคธุรกิจจะต้องตัดค่าใช้จ่ายลงแต่จะต้องปรับปรุงระบบธุรกิจให้ดีขึ้นเพื่อจะได้หาลูกค้าใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นี่จึงเป็นโอกาสของบริษัททางไอทีที่จะช่วยสร้างระบบธุรกิจและเสริมประสิทธิภาพให้กับบริษัท ต่าง ๆ สามารถทำตลาดใหม่ ๆ หาลูกค้าใหม่ได้ด้วยระบบไอที
ไอดีซีได้พยากรณ์อุตสาหกรรมของประเทศในเอเซีย แปซิฟิกในปี 2009 ไว้ 10 ข้อด้วยกัน ซึ่งผมจะแบ่งบทความเป็น 3 ตอนต่อเนื่องกันไป เพราะเท่าที่อ่านการพยากรณ์จากหลายสำนักเปรียบเทียบกันสำนักไอดีซีจะครอบคลุม และน่าเชื่อถือมากที่สุด จะได้เอาไว้เป็นแนวทางสำหรับธุรกิจไอซีทีไทยได้

ข้อแรก การใช้จ่ายทางด้านไอซีทีของกลุ่มประเทศเอเซียแปซิฟิกจะลดลงแต่ไม่ถึงกับต่ำมากในปี 2009 สำนักวิจัยไอดีซีพยากรณ์ว่า ก่อนที่จะเกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ของสหรัฐอเมริกานั้น ได้พยากรณ์ว่าธุรกิจไอซีทีจะเติบโตอยู่ที่ 9.5% แต่หลังจากเกิดเหตุวิกฤตแล้วตัวเลขจะอยู่ที่ 5.8%
ส่วนที่ลดลงไปมากที่สุดน่าจะเป็นตลาดประเภทพีซีและอุปกรณ์พ่วงเพราะบริษัทต่าง ๆ จะต้องประหยัดค่าใช้จ่ายและยืดอายุการใช้งานของพีซี เช่น เดิมเคยใช้งานอยู่ที่ 2 หรือ 3 ปีแล้วเปลี่ยนใหม่ ปัจจุบันจะยืดอายุการใช้งานต่อไปโดยชะลอการซื้อของใหม่ไปอีกสักปีหรือสองปี
แต่ในส่วนของภาครัฐจะต้องมีการใช้จ่ายด้านไอซีทีมากขึ้นเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและเพื่อปรับปรุงระบบการบริการด้านสาธารณูปโภคต่าง ๆ ให้ดีขึ้น รวมทั้งด้านโทรคมนาคมและการสื่อสาร
โดยไอดีซีบอกว่า ที่อื่น ๆ ในโลกจะแย่หมด แต่ที่กลุ่มเอเซียเปซิฟิกน่าจะดีที่สุด

ข้อสอง รัฐบาลจะต้องใช้จ่ายด้านไอทีเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับการบริการประชาชนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไอซีทีเพื่อเพิ่มบริการให้ประชาชนมากขึ้นและทั่วถึง
โดยทั่วไปรัฐบาลของประเทศในกลุ่มเอเซียแปซิฟิกจะต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายด้านไอทีให้มากขึ้นเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและช่วยกระตุ้นให้ฟื้นฟูเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลจะมีโครงการใหม่ ๆ ในหลายรูปแบบซึ่งจะมีผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจซึ่งจะต้องใช้ระบบไอทีเข้าช่วย การสร้างโครงการใหม่ด้วยระบบไอซีทีในหลากหลายรูปแบบเพื่อเพิ่มความสะดวกการบริการต่อสาธารณชนและเพื่อสร้างงานใหม่ซึ่งภาคเอกชนตั้งความหวังไว้กับภาครัฐเพราะสามารถนำเงินภาษีมาใช้จ่ายเพื่อสร้างงานและการบริการให้กับประชาชนหลายเรื่อง เช่น สาธารณสุข การศึกษา อุตสาหกรรม ธุรกิจการค้าส่งออก การท่องเที่ยวและอื่นๆ อีก

ข้อสาม บริการไอทีประเภทบริการร่วมผ่านระบบอินเตอร์เน็ตที่เรียกว่า คลาวด์ หรือ Cloud Based Service จะมีมากขึ้น ตัวอย่างบริการคลาวด์ที่เราเห็นได้ชัด ๆ เช่น บริการจ่ายเงินของ Amazon หรือ PayPal บริการแผนที่ของ Google Maps ประเภทเล็ก ๆ ที่เขาทำกันเช่น บริการร่วมทางการศึกษาอีเลิร์นนิ่ง (E-Learning) ด้วยระบบการเรียนการสอนผ่านอินเตอร์เน็ตหรือที่เรียกว่า แอลเอ็มเอส หรือ Learning Management System ซึ่งก็จะเห็นในประเทศไทยโดยใช้ มูเดิ้ล (Moodle) รวมกันหลายมหาวิทยาลัย ประเภทจะสร้างระบบเองเพื่อใช้เองจะต้องลงทุนมากไม่เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจในช่วงนี้

ข้อสี่ เศรษฐกิจยามนี้ทำให้บริษัทต่าง ๆ จะต้องรักษาและดูแลลูกค้าให้กระชับขึ้น เลยทำให้บริการของเว้ปซึ่งมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าจะได้รับความนิยมมากขึ้นซึ่งเทคโนโลยีนี้หมายถึง Web 2.0 ซึ่งจะได้ทั้งเครือข่ายสมาชิกและสามารถเข้าร่วมปฏิสัมพันธ์ได้ ซึ่งจะเป็นเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพสำหรับหาลูกค้ามาก บริการประเภทนี้ ตัวอย่างเช่น บริการของเครือข่ายสังคม ไฮไฟว์ มายสเปส ยูทูป และบริการร่วมกันทำของ วิกิพีเดีย ในประเทศไทย บริการประเภท Dekdern.com ของมหาวิทยาลัยรังสิต เพื่อบริการให้นักเรียนสามารถสร้างเครือข่ายเพื่อรู้จักพี่ ๆ ในระดับมหาวิทยาลัยก็เป็นลักษณะบริการนี้
ไอดีซีประมาณการไว้ว่ารายได้จากศูนย์บริการประเภทนี้ในกลุ่มประเทศเอเซียแปซิฟิก จะเพิ่มจากปี 2008 ซึ่งมี 278 ล้านดอลลาร์ เป็น 518 ล้านดอลลาร์ในปี 2012 ซึ่งจะเติบโตในระดับ 17% ต่อปีติดต่อกันเลยทีเดียว

ข้อห้า บริการเจาะหาตลาดทางอินเตอร์เน็ตหรือบริการที่เรียกว่า อีเอสเอ็ม หรือ Enterprise Search Market จะเติบโตเร็ว บริการหาตลาดประเภทนี้ ก็นับเป็นการต่อยอดจากเครื่องจักรค้นหาข้อมูลของกูเกิ้ลและยาฮู ซึ่งซอฟต์แวร์ประเภทนี้สามารถคำนวณได้ว่าค่าผลตอบแทนต่อการลงทุนหรือ อาร์โอไอ Return on Investment มีเท่าไร คุ้มหรือไม่ ซึ่งการรวมตัวของบริษัท ไอบีเอ็ม ไมโครซอฟต์ ออราเคิล และเอสเอพี เพื่อร่วมกันทำบริการประเภทนี้ และบริการประเภทอีเอสเอ็มจะเติบโตในกลุ่มประเทศเอเซียแปซิฟิก

ข้อหก จะมีการใช้ไอทีสีเขียวมากขึ้นโดยเฉพาะการสร้างโลกเสมือนเพื่อทดแทนของจริง แทนที่จะสร้างตึก สร้างป่าไม้ สร้างอาณาจักรของจริงบนโลกก็ทำในโลกเสมือนเสียเลย จะให้สวยเท่าไรก็ได้ ทำไปในโลกเสมือนเพราะไม่มีค่าวัสดุก่อสร้าง ไม่มีการตัดป่า ตัดไม้ ประเภทการเรียนการสอนผ่านมหาวิทยาลัยไซเบอร์ ก็ถือว่าไอทีสีเขียวเหมือนกัน เพราะไม่เสียค่าเดินทาง ไม่ต้องสร้างตึกสร้างห้องเรียนติดแอร์ อยู่ที่ไหนก็เรียนที่นั่นในมหาวิทยาลัยเสมือน

ข้อ 7 สภาวะการตลาดซบเซา จะส่งผลให้ผู้ประกอบการด้านโทรคมนาคม ได้พิจารณาถึงยุทธศาสตร์ใหม่ ไอดีซี ได้พยากรณ์ว่าผู้ประกอบการด้านโทรคมนาคมที่ยังมีผลประกอบการดีอยู่ ก็คงจะลงทุนในเรื่องการขยายระบบเครือข่ายโทรคมนาคม ส่วนผู้ประกอบการในระดับรองลงมาเช่น กลุ่มไอเอสพี หรือ เอเอสพี ก็คงจะเร่งขยายในส่วนการคืนทุนเร็ว โดยเฉพาะเรื่องตลาดบรอดแบนด์ของประเทศกลุ่มเอเซียแปซิฟิกก็กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
ส่วนเทคโนโลยีใหม่ ๆ คงจะถูกชะลอลง เช่น 3 จีในอินเดีย จีน และเวียตนาม ไวเมกซ์ ไอพีทีวี บริการสื่อผสม เครือข่ายวิทยุเคลื่อนที่หรือ Mobile Radio Access Network หรือ RAN

ข้อ 8 บริษัทต่าง ๆ จะนิยมใช้บริการทางด้านศูนย์การจัดการบริการข้อมูลมากขึ้น หรือที่เรียกว่า Managed Datacenter เพื่อลดค่าใช้จ่าย ซึ่งศูนย์การจัดการบริการข้อมูลก็จะต้องให้ลูกค้าเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่หลายประเภทเช่น การแบ่งการใช้งานคำนวณประเภท Cloud Computering ที่ผมเขียนไว้ในข้อ 3 การกู้อุบัติภัยทางข้อมูล หรือ Diaster Recovery และการทำเซอร์ฟเวอร์แบบเสมือน หรือ Server virtualization

ข้อ 9 การบริการร่วมสำหรับลูกค้าจอแบนหรือ Thin Clients ก็จะเป็นที่นิยมกันมากขึ้นเพราะสมัยนี้ จอแบนซึ่งไม่ต้องใช้ซีพียูขนาดใหญ่เหมือนเซอร์ฟเวอร์เพื่อใช้กับงานบริการทั่วไปที่ไม่จำเป็นต้องมีการคำนวณขั้นสูงมาก ๆ แต่จะใช้ร่วมกับศูนย์บริการข้อมูลใหญ่หรือเซอร์ฟเวอร์ใหญ่ที่เป็นแหล่งรวบรวมและจัดการข้อมูล ไอดีซีคาดว่าตลาด Thin Clients จะเติบโตกว่าปีที่แล้ว ประมาณ 12.-15% หรือประมาณ 765,000 เครื่องในแถบเอเซียแปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น)

ข้อ 10 โน้ตบุ๊คขนาดเล็กที่มีขนาดกำลังประมวลผลและความจุจำกัดแต่ราคาถูกจะเริ่มเข้ามาแทรกตลาดโน้ตบุ๊คมากขึ้นและมีแนวโน้มว่าตลาดของโน้ตบุ๊คขนาดเล็กจะโตขึ้นประมาณ 10% ในปี2009 เนื่องจากขนาดกำลังการคำนวณและความจุไม่มากนัก จึงทำให้ต้องพึ่งระบบอินเตอร์เน็ตและร่วมกันใช้ข้อมูลสำหรับการประมวลผลในลักษณะเดียวกัน Cloud Service นั่นเอง

เมื่อพินิจพิเคราะห์ดูทั้ง 10 ข้อ ที่ผมได้นำเสนอ บทความ 3 ตอนนั้น คิดว่าสำหรับตลาดธุรกิจไอทีประเทศไทยก็คงจะมีแนวโน้มมาทางนี้ ในปี 2009 คิดว่าข้อมูลที่นำเสนอนี้ คงจะให้ประโยชน์กับผู้อ่านใช้เป็นแนวทางในปีหน้าตลอดทั้งปีได้

ที่มา : ดร. บุญมาก http://www.rsu-cyberu.com/

วันพฤหัสบดี, กุมภาพันธ์ ๐๕, ๒๕๕๒

Gadgets for your Webpage

สวัสดีค่ะ

หลังจากที่เราสร้างเว็บไซต์กันอย่างหลากหลายรูปแบบแล้ว.. วันนี้เปิ้ลมีของเล่นติดเว็บไซต์มานำเสนอ เพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้กับเว็บไซต์เรา นั่นคือ การติดระบบ chat หรือการพูดคุยกับเพื่อนๆ ที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราค่ะ...

นั่น ก็คือ Y! Messenger PingBox ค่ะโดยผลิตภัณฑ์ตัวนี้ สามารถ download และนำไปติดตั้งได้ฟรีๆ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากทาง Yahoo! โดยก่อนอื่น เราต้อง download โปรแกรม Yahoo Messenger ก่อนเพราะ เมื่อเรา online ผ่าน Messenger นี้ขึ้นมา ตัว pingbox ก็จะออนไลน์ ให้เราสามารถพูดคุยกับคนที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์เราได้ทันทีค่ะ...

ทดลองไปเล่น Y! Messenger Pingbox นี้กันได้ที่ www.goople-adsense.com นะคะ
หากเห็นเปิ้ลออนไลน์อยู่ เข้ามาคุยกันได้เลยค่ะ

ส่วนใครที่ต้องการจะติดตั้งของเล่นชิ้นนี้ ก็สามารถคลิกที่ Y! Messenger Pingbox ได้ในหน้าเว็บ goople-adsense.com ได้เลยค่ะ...

แล้วมาคุยกันนะคะ ^ __ ^

apple_lin